
ลวดเชื่อมไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ลวดเชื่อมเหล็กเหนียว ลวดเชื่อมเหล็กหล่อ ลวดเชื่อมสแตนเลส และลวดพอกผิวแข็ง การใช้งานจะต่างกันที่ส่วนผสมทางเคมีและฟลักซ์หุ้ม ซึ่งต้องเลือกให้ตรงกับเกรดของโลหะชิ้นงาน เพื่อป้องกันรอยเชื่อมแตกร้าวและช่วยให้รับแรงกระแทกได้ตามมาตรฐานความปลอดภัย
มาตรฐานของลวดเชื่อมเหล็กเหนียวและเหล็กทนแรงดึงสูง แตกต่างกันอย่างไร?
แตกต่างกันที่ความสามารถในการรับน้ำหนักและลักษณะของฟลักซ์หุ้ม ลวดเหล็กเหนียวทั่วไปเน้นอาร์คติดง่ายและแนวเชื่อมสวยงาม ส่วนลวดทนแรงดึงสูงจะเน้นการซึมลึกและรับแรงกระแทกได้ดีกว่าสำหรับงานโครงสร้างขนาดใหญ่
การเลือกประเภทลวดให้ตรงกับชนิดของเครื่องเชื่อมไฟฟ้าและลักษณะงาน ถือเป็นหัวใจสำคัญของความปลอดภัย ลองเปรียบเทียบรหัสมาตรฐาน AWS ที่นิยมใช้ในไทยจากตารางนี้:
| รหัสมาตรฐาน (AWS) | ประเภทของลวดเชื่อม | ลักษณะเด่นและการนำไปใช้งาน |
| E6013 | เหล็กเหนียวทั่วไป (Mild Steel) | อาร์คและจุดติดง่าย ควันน้อย เหมาะกับงานประตูหน้าต่าง งาน DIY |
| E7016 | เหล็กทนแรงดึงสูง (Low Alloy) | ฟลักซ์ชนิดไฮโดรเจนต่ำ ซึมลึกสูง เหมาะกับงานท่อแรงดัน โครงสร้างอาคาร |
| E7018 | เหล็กทนแรงดึงสูงมาก | เติมผงเหล็กในสารพอกหุ้ม เชื่อมได้เร็วและรอยเชื่อมรับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม |
งานลักษณะไหนที่ต้องเปลี่ยนมาใช้ลวดเชื่อมเหล็กหล่อและลวดพอกผิวแข็ง?
ควรเปลี่ยนเมื่อชิ้นงานเป็นชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่แตกหัก หรือเป็นชิ้นส่วนที่ต้องเสียดสีกับพื้นผิวที่แข็งตลอดเวลา เพื่อซ่อมแซมและยืดอายุการใช้งาน
หากไม่ใช่โครงสร้างเหล็กทั่วไป การใช้ลวดเชื่อมไฟฟ้า เกรดพิเศษจะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะทางได้ดีกว่า โดยสามารถแยกการใช้งานได้ดังนี้:
- ลวดเชื่อมเหล็กหล่อ: ใช้ซ่อมแซมเสื้อสูบเครื่องยนต์ แท่นเครื่องจักร หรือรอยร้าวบนเฟืองโลหะ เนื่องจากมีส่วนผสมของนิเกิลสูง ช่วยลดการแตกร้าวขณะเย็นตัว
- ลวดพอกผิวแข็ง: ใช้สำหรับเชื่อมเสริมเนื้อโลหะบนชิ้นส่วนที่สึกหรอจากการเสียดสี เช่น ใบมีดรถแทรกเตอร์ ฟันรถแม็คโคร เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้พื้นผิว
- ลวดเชื่อมสแตนเลส: ใช้กับอุตสาหกรรมอาหาร หรืองานตกแต่งที่ต้องการความทนทานต่อการกัดกร่อนและไม่เป็นสนิม
วิธีการอ่านรหัส AWS บนกล่องลวดเชื่อม มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?
การอ่านรหัสจะเริ่มต้นจากการดูตัวอักษรนำหน้า ตามด้วยตัวเลขที่บ่งบอกถึงค่าทนแรงดึง ตำแหน่งในการเชื่อม และชนิดของกระแสไฟที่รองรับ
เพื่อให้สามารถเลือกซื้อวัสดุสิ้นเปลืองได้อย่างถูกต้องและเข้ากับอินเวอร์เตอร์ที่มีอยู่ สามารถใช้วิธีอ่านรหัส 4 ตำแหน่ง (เช่น E6013) ตามขั้นตอนดังนี้:
- ตัวอักษร E (Electrode): บ่งบอกว่าเป็นลวดเชื่อมไฟฟ้าแบบมีฟลักซ์หุ้ม
- ตัวเลขสองหลักแรก (60): บ่งบอกถึงค่าความต้านทานแรงดึงขั้นต่ำ ในที่นี้คือ 60,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
- ตัวเลขหลักที่สาม (1): บ่งบอกถึงตำแหน่งที่เชื่อมได้ เลข 1 หมายถึงเชื่อมได้ทุกท่า (ท่าราบ, ท่าขนานนอน, ท่าตั้ง, ท่าเหนือศีรษะ)
- ตัวเลขหลักสุดท้าย (3): บ่งบอกถึงชนิดของสารพอกหุ้มและกระแสไฟที่รองรับ (AC หรือ DC)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมลวดเชื่อมเหล็กทนแรงดึงสูง (เช่น E7016) จึงต้องนำไปอบก่อนใช้งาน?
เพราะสารพอกหุ้มของลวดประเภทนี้เป็นชนิดไฮโดรเจนต่ำ (Low Hydrogen) ซึ่งดูดซับความชื้นในอากาศได้ง่าย หากมีความชื้นสะสมจะทำให้เกิดไฮโดรเจนแทรกซึมเข้าไปในแนวเชื่อม ส่งผลให้เกิดรอยแตกร้าวภายหลัง (Cold Cracking) จึงต้องนำไปอบที่อุณหภูมิ 300-350 องศาเซลเซียสเพื่อไล่ความชื้นก่อนนำมาใช้งาน
ถ้าใช้ลวดเชื่อมผิดประเภท จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อชิ้นงาน?
อาจทำให้การอาร์คไม่เสถียร แนวเชื่อมไม่ประสานเป็นเนื้อเดียวกัน เกิดรอยแตกร้าว (Crack) หรือเกิดรูพรุน (Porosity) ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงหากเป็นงานโครงสร้างที่ต้องรับน้ำหนักหรือรับแรงดันสูง
ลวดเชื่อมแต่ละรหัส สามารถใช้กับตู้เชื่อมระบบกระแสไฟสลับ (AC) ได้ทั้งหมดหรือไม่?
ไม่ทั้งหมด ลวดเชื่อมบางรหัสถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีที่สุดกับกระแสไฟตรง (DC) เช่น ลวดเชื่อมอลูมิเนียม หรือลวดเชื่อมสแตนเลสบางชนิด ก่อนใช้งานควรตรวจสอบสัญลักษณ์ที่ระบุข้างกล่องว่ารองรับกระแสไฟแบบใด
สีของก้านลวดเชื่อมที่แตกต่างกัน บ่งบอกถึงอะไร?
สีของฟลักซ์หุ้มมักเกิดจากสูตรส่วนผสมทางเคมีของแต่ละผู้ผลิต ซึ่งบางแบรนด์อาจใช้สีเพื่อแยกประเภทให้จดจำง่าย เช่น สีแดงสำหรับเหล็กเหนียวทั่วไป สีเทาสำหรับลวดทนแรงดึงสูง อย่างไรก็ตาม การยืนยันประเภทที่ถูกต้องที่สุดคือการอ่านรหัส AWS ที่สกรีนอยู่บนก้านลวด
